Categories

[fic-trans] Sixsmith/Frobisher

posted on 05 Oct 2013 23:32 by darkdarkorange

แปลฟิคเรื่องแรก ยังมือสมัครเล่นอยู่มาก มีความเห็นอะไรยังไงยินดีรับฟังครับผม /โค้ง

 

 

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

Thou Canst Not Leave Thy Song

: The translation from the fanfiction by joonscribble

 

 

the original : http://archiveofourown.org/works/597997

 

 

 

 

 

 

 

 

1950 – ลอนดอน

 



            “วิวไม่ค่อยสวยเท่าไรเลยนะ” จอห์นออกปากบ่น ในขณะที่เลิกผ้าม่านสีเขียวซีดขึ้นมองดูกันสาดสีส้มสลับน้ำเงินของร้านอาหารฝั่งตรงข้าม “ทำไมพี่ถึงไม่เคยเลือกห้องที่สูงกว่าชั้นสามเลยนะ?”

 

 


            ซิกส์สมิธ -ซึ่งกำลังจัดของอยู่ข้าง ๆ กระเป๋าเดินทาง- หยุดกระบวนการแล้วยักไหล่ให้น้องชายโดยที่ยังคงถือผ้าสักหลาดกับผ้าขนแกะไว้ในมือ ห้องโรงแรมที่เขาเลือกจองนั้นไม่เคยสูงกว่าชั้นสามเลย จนมันคล้ายจะเป็นนิสัยของเขาไปเสียแล้ว

 

 


            “ไม่ค่อยถูกกับความสูงเท่าไรน่ะ” เขาเปรย “ฉันชอบอะไรแนวราบ ๆ มากกว่า” และห้องพักห้องนี้ก็ช่างเหมาะสมกับคำกล่าวของเขา จากห้องนอนที่ทั้งสองยืนอยู่ เชื่อมต่อกับห้องนั่งเล่นด้วยโถงทางเดินกับห้องน้ำขนาดกว้าง ตอนที่จอห์นเห็นห้องนี้ครั้งแรก ดวงตาของเขาประกายพราวไปด้วยความตื่นเต้นแบบที่ซิกส์สมิธเดาว่าก็คงเกิดขึ้นในดวงตาของตนเองเช่นกันเมื่อยามที่เขาได้เห็นบ้านเช่าในแคลิฟอร์เนียเป็นครั้งแรก ดูเหมือนว่าบ้านในอเมริกา –โดยเฉพาะทางฝั่งตะวันตก- มักจะถูกสร้างมาให้แผ่ขยายตัวเองไปทั่วพื้นที่เท่าที่มีให้เสมอท

 

 


            จอห์นปล่อยผ้าม่านลงห่มคลุมหน้าต่างเช่นเดิม ก่อนจะหันไปมองดูพี่ชายที่กำลังลำเลียงของออกจากกระเป๋าเดินทาง ห้องนอนพลันตกลงสู่ความเงียบ โดยมีเพียงแค่เสียงแผ่วของเสื้อผ้าที่ถูกเก็บใส่ตู้เสื้อผ้า ทำให้พวกเขาสามารถได้ยินเสียงแอนนาและเมแกนคุยกัน “พี่มั่นใจนะว่ามันไม่เป็นไร รูฟัส?” จอห์นถาม 

 

 


            “มั่นใจสิ” ซิกส์สมิธเอ่ยตอบอย่างจริงใจ “ฉันชอบอยู่กับเมแกน นายก็รู้”

 

 


            มันเป็นเรื่องจริงอย่างที่สุด หลายปีที่ผ่านมาเขาเคยคิดเสียใจที่ไม่มีลูก แต่การมีเมแกนได้ขจัดความรู้สึกเหล่านั้นให้มลายหายไปในอากาศ เขาคิดว่าเขาคงไม่มีทางที่จะรักลูกแท้ ๆ ของตัวเองได้มากกว่าหลานสาวคนนี้ด้วยซ้ำ และมันก็เป็นเรื่องน่าปลื้มใจที่สาวน้อยวัยหกขวบก็รู้สึกเช่นเดียวกัน เพราะเป็นเธอเองที่ขอร้องให้พ่อแม่พามาค้างอยู่กับคุณลุงแทนที่จะไปเยี่ยมคุณตาที่ต่างจังหวัด

 

 


            “เราจะมารับเธอก่อนหนึ่งทุ่ม” จอห์นกล่าวต่อระหว่างที่พวกเขาเดินผ่านโถงทางเดิน ในน้ำเสียงของเขาเจือด้วยความกังวลเล็กน้อย “เธอยังทำการบ้านไม่เสร็จ ดังนั้นเธอก็ไม่ควรจะกวนพี่นัก”

 

 


            “อา งั้นก็มีแต่ฉันสิที่กวนเธอน่ะ” ซิกส์สมิธตอบยิ้ม ๆ เมื่อทั้งสองก้าวเข้าสู่ห้องนั่งเล่น

 

 


            เจ้าของห้องเบือนหน้าจากน้องชายไปหาอีกสองบุคคลซึ่งกำลังนั่งอยู่ที่พื้นข้างโต๊ะกาแฟ แอนนากับเมแกนเอาหัวสุมกันมองดูอะไรบางอย่างที่คล้ายกับตารางสูตรคูณซึ่งถูกเขียนตอบไปแล้วครึ่งหนึ่ง ภาพที่เขาเห็นนั้นให้ความรู้สึกถึงความเป็นบ้านอย่างประหลาด และมันก็ทำให้เขาทั้งมีความสุขทั้งกลัวถึงความเปราะบางของมันไปพร้อม ๆ กัน ระยะเวลาแปดปีที่เขาต้องปล่อยให้งานของเขาเข้าไปคลุกคลีกับคำว่าสงครามทำให้ทุกอย่างดูเปราะบางขึ้นถนัดตา

 

 

 

 

            ความเศร้าสร้อยที่ค้างคาอยู่ในลำคอของเขากลับบรรเทาลงทันทีเมื่อเมแกนเงยศีรษะเล็ก ๆ ของเธอขึ้นจากเลข 12 คูณ 11 ที่เธอจดจ่ออยู่ แล้วยิ้มให้กับเขาราวกับว่าเขาเป็นคนที่เธอชอบที่สุดในโลก

 


            “ลุงรูฟัส! เย็นนี้เรากินแซนด์วิชทาแยมกันได้ไหมคะ?”

 
 
 
 

 

 

 

 

 

            สุดท้ายแซนด์วิชแยมก็กลายเป็นของหวานตบท้ายไป เมื่อซิกส์สมิธตกลงที่จะสอนการถอดรูทให้เด็กหญิงก็ต่อเมื่อเมแกนตกลงที่จะรับประทานอาหารเย็นที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าแค่ผลไม้กับน้ำตาล

 

 

 

 

            ภายใต้ความเงียบสงบ ทั้งสองนั่งข้างกันอยู่บนพื้นหน้าโซฟาโดยมีงานและเอกสารมากมายวางกระจัดกระจายอยู่เบื้องหน้า เมแกนเขียนชุดตัวเลขมากมายลงบนกระดาษอย่างรวดเร็ว ส่วนซิกส์สมิธก็เงยหน้าขึ้นจากโน้ตสำหรับเลคเชอร์ที่เขาต้องขึ้นสอนพรุ่งนี้เพื่อมองเธอเป็นระยะ แล้วก็อดพิศวงในความสามารถที่จะตอบคำถามทางด้านคณิตศาสตร์ได้อย่างรวดเร็วของเมแกนไม่ได้ แต่ไม่นานเขาก็กลับไปจมจ่อมในกรรมวิธีสกัดพลูโตเนียม พร้อมกับจดคำวิจารณ์ของเขาเกี่ยวกับกระบวนการบิสมัธฟอสเฟตต่ออย่างเคร่งเครียด

 

 

 

 

            “นี่คืออะไรเหรอคะ?” จู่ ๆ เมแกนก็เอ่ยถาม เมื่อซิกส์สมิธเงยหน้าขึ้นจึงได้เห็นภาพเธอกำลังสำรวจดูในกระเป๋าถือของเขา สายตาจับจ้องอยู่กับมัดกระดาษเล็ก ๆ ที่ถูกสอดไว้บนสุดของแฟ้มสีเบจเรียบ “มันดูเก่าจังค่ะ”

 

 

 

            ซิกส์สมิธเอื้อมมือไปรับปึกกระดาษมา “มันเก่ามากเลยล่ะ” เขาตอบหลานสาว ก่อนจะเสริมว่า “เก่ากว่าตัวเธอเยอะเลย” พร้อมกับจับจมูกเล็ก ๆ ของเธอ ทำให้เธอยิ้มอย่างพอใจ “มันเป็นจดหมายเก่า ๆ จากเพื่อนของลุงน่ะ”

 

 

 

            “คุณเพื่อนคนนั้นก็เป็นนักวิทยาศาสตร์หรือเปล่าคะ?” เมแกนถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

 

 

 

            เขาหัวเราะเมื่อนึกถึงการที่โฟรบิเชอร์จะเป็นอะไรสักอย่างที่แสนจะเป็นระเบียบและอยู่ในกฏในเกณฑ์เช่นนักวิทยาศาสตร์ “เปล่า เขาเป็นคีตกวี เขาแต่งเพลงน่ะ”

 

 

 

 

            เมแกนขยับเข้าไปใกล้เพื่อมองดูซองจดหมายให้ชัดเจนขึ้น “เหมือนเบนนี่กู๊ดแมนน่ะเหรอคะ?” ซิกส์สมิธได้แต่ลองนึกภาพปฏิกิริยาของโฟรบิเชอร์ที่จะมีต่อการเปรียบเทียบเช่นนั้น ชัดเจนว่าคอลเลกชั่นแผ่นเพลงของเขากับจอห์นยังคงสืบต่อวัฒนธรรมของตระกูลที่ไม่เคยจะแตะต้องเพลงคลาสสิกเลยแม้แต่นิดได้เป็นอย่างดี

 

 

 

            “ไม่เชิง เขาแต่งเพลงที่เก่ากว่านั้น อืม แค่เพลงเดียวเท่านั้นแหละ แต่ก็สวยงามมากเลย”

 

 

 

            แผ่นเพลง The Cloud Atlas Sextet ของเขายังคงพักผ่อนอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย ในห้วงความคิด เขาสามารถเห็นภาพมันวางสงบนิ่งอยู่ข้าง La Resurrezione ของฮันเดลได้อย่างชัดเจน

 

 


            “อย่างน้อยนายก็ยังคงเก็บรักษาเราไว้เป็นอย่างดีนะ ซิกส์สมิธ”

 

 

 

 

            “ทำไมคุณลุงถึงเอามันมาด้วยล่ะคะ ?”

 

 

            “ฉันถือมันไปไหนมาไหนด้วยตลอดนั่นแหละ”

 

 

 

            ไม่เหมือนกับจดหมาย –เขาทิ้งแผ่นเพลงนั้นไว้ที่บ้านตลอดระยะเวลายี่สิบปีที่เขามีมันไว้ในครอบครอง และเขาก็เคยหยิบมันมาฟังเพียงแค่ไม่กี่ครั้งกี่คราเท่านั้น สาเหตุที่เขาประพฤติเช่นนั้นก็เป็นคำตอบเดียวกับคำถามว่าทำไมเขาจึงไม่ตามล่าหาซื้อแผ่น Sextet ที่ผลิตเพิ่มออกมา หรือคำถามว่าทำไมเขาถึงปล่อยให้คนรักของเขาเดินทางไปไกลจากตัวเขาเหลือเกินในตอนนั้น แต่จดหมายเหล่านี้เป็นของเขา เป็นชิ้นส่วนหนึ่งของความรักที่เขาจะไม่มีทางแบ่งปันให้กับใครอื่น ดังนั้นมันจึงต้องอยู่กับเขาตลอดเวลา ไม่ว่าเขาจะไปอยู่ที่ไหน เป็นราวกับปัจจุบันที่ยังคงแน่นอนเมื่อทุกอย่างจางหายไปหมดแล้ว

 

 

 

            “ทำไมเขาถึงไม่เขียนมาหาคุณลุงอีกแล้วล่ะคะ?” เมแกนถามขึ้น

 

 

 

 

            ซิกส์สมิธมองเธออย่างแปลกใจ “ทำไมหนูถึงคิดอย่างนั้นล่ะ ?”

 

 

 

            “ก็คุณลุงดูเศร้า” เธอตอบ

 

 

 

 

            เขาแย้มยิ้มให้กับความช่างสังเกตของเธอ “เขาตายไปนานแล้วล่ะ”

 

 

 

 

            “โอ้” เธอหยุดและปล่อยให้ความอยากรู้อยากเห็นกับการเสียมารยาทต่อสู้กันอยู่ในหัวสักพัก ก่อนที่ความสงสัยแบบเด็ก ๆ จะเอาชนะเช่นเดียวกับทุกที “เขาตายยังไงเหรอคะ?”

 

 


            ซิกส์สมิธนึกอยากถอนหายใจเมื่อพยายามคิดหาว่าจะมีวิธีใดที่สามารถอธิบายให้เด็กอายุเท่าหลานสาวของเขาเข้าใจถึงแรงจูงใจเบื้องหลังโฟรบิเชอร์ที่แสนจะไม่มั่นคงทว่าก็มั่นคงของเขา “เขาเศร้ามาก” ผู้เป็นลุงพยายามอธิบาย พลางระลึกไปถึงจดหมายสุดท้ายที่ตอนนี้วางอยู่บนสุดของกองจดหมายทั้งหมด “และเขาก็คงจะไม่อยากเศร้าอีกต่อไปกระมัง”

 

 

            เมแกนดูสับสน “คนเราสามารถตายเพราะเศร้าเกินไปได้ไหมคะ?” และจากความอิจฉริยะด้านตัวเลขของเธอ ประโยคนั้นกลับทำให้เธอดูทั้งเด็กทั้งเปราะบางเหมาะสมกับอายุของเธอเหลือเกิน

 

 

 

             “หายากมากนะ” ซิกส์สมิธตอบเพื่อให้เธอมั่นใจ ก่อนจะโอบเธอให้เข้ามาใกล้ข้างกาย “และเขาก็เป็นคนประเภทที่หายากมาก มากแบบนั้นเลยแหละ” 

 
 
 
 
 
 

 

 

 

 

             เมื่อเวลาเคลื่อนคล้อยลงใกล้หกโมงครึ่ง ซิกส์สมิธก็ได้รับโทรศัพท์จากน้องชาย รถยนต์ที่พวกเขาใช้ขับไปเกิดปัญหาขัดข้อง และมันก็เลยเวลารถไฟกลับเข้าเมืองขบวนสุดท้ายไปแล้ว อย่างไรก็ตาม พวกเขาสัญญาว่าจะนั่งรถคันแรกในวันรุ่งขึ้นเพื่อมารับเมแกนให้ทันก่อนการประชุม

 

 

 

            ดังนั้น เมแกนจึงได้ลงเอยมากลายเป็นคนแคระในเสื้อตัวใหญ่ของซิกส์สมิธ ถูกเจ้าของเสื้อพาเข้านอนบนเตียงใหญ่ และขดตัวให้ดูเล็กเข้าไปอีก เขากังวลใจเล็กน้อยที่เขาไม่มีหนังสือนิทานหรือเรื่องเล่าก่อนนอนเก็บไว้ในสมองเลยสักเรื่อง แต่ก็ตัดสินใจกล่อมหลานสาวด้วยการเล่าชีวประวัติของลิเซมีทเนอร์ ผู้ที่เขาได้เจอเมื่อไม่กี่ปีก่อน เมแกนนอนฟังอย่างตั้งอกตั้งใจอยู่ครึ่งชั่วโมง ในขณะที่ลุงของเธอสาธยายเรื่องราวน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับการหนีจากเยอรมันไปสวีเดนเพื่อจะกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ของมีทเนอร์ แต่ไม่นาน เธอก็เอาหน้าซุกกับหมอนแล้วผลอยหลับไป

 

 

 

            ซิกส์สมิธนั่งอยู่บนเตียงต่อสักพักเพื่อนั่งละเลียดจดหมายของโฟรบิเชอร์อีกครั้งหนึ่ง การได้พูดคุยกับเมแกนเกี่ยวกับคีตกวีผู้จากไปเนิ่นนานแล้วนั้นเป็นราวกับการกดแผลเก่าที่คงไม่มีวันหาย –ถึงแม้จะเจ็บแต่ก็ปลอบประโลมอย่างประหลาด เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเขาเองกำลังแก่ตัวลงจวนเจียนอายุห้าสิบแล้ว ในขณะที่โฟรบิเชอร์จะยังคงหนุ่มแน่นและสวยงามที่อายุยี่สิบสี่ตลอดไป เขาพยายามนึกภาพโฟรบิเชอร์ที่เข้าสู่วัยชราภาพ ก่อนที่จะพบว่าเขานึกไม่ออก มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับคนที่คาดการณ์ไว้แล้วว่าตัวเองจะไม่มีทางอยู่ถึงอายุเบญจเพสได้เลย

 

 

 

            ชายวัยกลางคนค่อย ๆ พับกระดาษสีชาเก็บกลับสู่ที่เดิมของมันอย่างทะนุถนอม เขาเหลือบมองเมแกนที่หลับสนิทอยู่บนเตียง  และนั่งนิ่งอยู่เช่นนั้นอีกชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกออกไปจัดแจงที่นอนของตัวเองในห้องนั่งเล่น

 

 

 


 
 
 

 

 

            “Sunt hic etiam, praemia laudi, sunt lacrimae rerum et mentem mortalia tangunt,” เสียงนุ่มของโฟรบิเชอร์ขับขานถ้อยคำออกมาระหว่างที่ทั้งคู่กำลังนั่งมองเนินเขาเขียวขจีอยู่ภายใต้ร่มเงาของต้นเอล์มสูงใหญ่

 

 

 

            “อะไรสักอย่างที่เกี่ยวข้องกับน้ำตาหรือเปล่า?” ซิกส์สมิธลองเอ่ยปากเดา

 


 

            ชายหนุ่มขยับศีรษะที่วางอยู่บนตักของอีกฝ่ายเพื่อจะมองโฟรบิเชอร์ให้ถนัด ในขณะที่คนถูกมองปิดหนังสือปกหนังลงแล้วใช้มันเคาะที่อกอีกฝ่ายเบา ๆ เป็นเชิงตำหนิ “นายกำลังนำความเสื่อมเสียมาสู่ทุกอณูของโรงเรียนเกรสแฮมเลยนะ”

 

 


            “เราไม่เห็นว่ากวีภาษาละตินมันจะมีประโยชน์อันใดนี่นา” ซิกส์สมิธพยายามปกป้องตัวเอง โดยที่มือก็ถอนต้นหญ้าบนพื้นเล่นไปอย่างเรื่อยเปื่อย  

 

            

            “เป็นคำพูดจากใครสักคนที่เคยบ่นไปถึงสวรรค์วิมานเพียงเพราะเราไม่มีความสามารถพอจะเรียนรู้เรื่องสัญลักษณ์บนตารางธาตุสินะ?” 

 

 


            “นั่นมันออกจะเป็นของง่าย มันมีลำดับขั้น มีกฏเกณฑ์ที่ชัดเจนอยู่”

 

 


            “เราน่ะสิ้นหวังที่จะมองเห็นกฏเกณฑ์ชัดเจนพวกนั้นได้แล้ว เหมือนกับที่นายสิ้นหวังที่จะเข้าใจความหลงใหลในความชั่วช้าบรรลัยของเราน่ะแหละ ซิกส์สมิธ” ถึงแม้นั่นจะฟังดูคล้ายการดูถูก แต่ผู้ฟังก็ไม่เคยใส่ใจ อย่างไรก็ตาม โฟรบิเชอร์บรรเทาความรุนแรงของมันลงด้วยจุมพิตอ่อนโยนที่ริมฝีปาก

 

 

 

 

            “เราเป็นนักวิทยาศาสตร์นะ” ซิกส์สมิธเอ่ยตอบ ดวงตาสีฟ้าสวยทอประกายความสุขอันไร้เดียงสาเมื่อสบสายตากับเจ้าของตักอุ่นที่ตนนอนหนุนอยู่ “คนจำพวกนี้มันไม่สามารถอยู่ได้โดยปราศจากกฏ”

 

 

 

            “ถ้าเช่นนั้นเราก็คงต้องยอมทนอยู่กับกฏเกณฑ์บ้าง เพื่อให้นายยังอยู่เคียงข้างเราสินะ”

 

 

 


 

 

 

            ซิกส์สมิธตกใจสะดุ้งตื่นเพราะเสียงแหลมสูงที่กรีดลั่น ชั่ววูบแรกเขาคิดว่ามันคือเสียงโทรศัพท์ที่ร้องเสียดังจนเกินเหตุ กระทั่งเขาเริ่มไอ ที่มาของเสียงจึงปรากฏชัดเจน

 

 

 

            ควันไฟ –มันเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ดังขึ้นเพราะไฟไหม้โรงแรม

 

 

 

            เขาไถลตัวออกจากโซฟา พุ่งไปทางห้องนอน ระหว่างที่เขาอยู่ที่โถงทางเดิน เมแกนที่ห่อตัวเองด้วยผ้าห่มก็เดินออกมาจากห้องนอน ถึงแม้จะอยู่ท่ามกลางควันไฟหนาขุ่น แต่แววความตื่นตระหนกในดวงตาของเธอก็ยังแจ่มชัด

 

 

 

            ผู้เป็นลุงถลาตัวเข้าไปอุ้มหลานสาวขึ้นแนบอกทั้งผ้าห่ม เขาสามารถรู้สึกได้ถึงมือเล็ก ๆ ที่จับคอเสื้อของเขาไว้แน่น กับจังหวะหัวใจที่ระรัวพอ ๆ กับเขาได้อย่างชัดเจน

 

 

 

            “มันไม่เป็นไร” ซิกส์สมิธกระซิบระหว่างที่เขาลองแตะลูกบิดประตูเพื่อทดสอบถึงความร้อนก่อนจะรีบเปิดมันออก โดยที่แขนอีกข้างก็ยังคงประคองเธอไว้อย่างมั่นคง “กอดลุงไว้นะ มันไม่เป็นไร”

 

 

 

            โถงทางเดินของโรงแรมเริ่มถูกเติมด้วยแขกรายอื่น ๆ ที่กำลังตะโกนโหวกเหวกท่ามกลางควันไฟที่เข้าปกคลุมพื้นที่โดยรอบอย่างรวดเร็ว เมแกนสูดหายใจก่อนจะไอออกมา โดยสัญชาติญาณ ผู้เป็นลุงกระชับอ้อมกอดให้สาวน้อยมั่นใจก่อนจะใช้ไหล่ผลักประตูที่เขียนว่า “บันได” ทางด้านซ้ายของเขาให้เปิดออก

 

 

 

            เนื่องจากการวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตของซิกส์สมิธ บวกกับการที่พวกเขาอยู่สูงขึ้นไปเพียงสองชั้น การหนีไฟจึงไม่มีทางจะใช้เวลาเกินสามนาทีด้วยซ้ำ ถึงอย่างนั้นมันก็รู้สึกราวชั่วนิรันดร์ก่อนที่ทั้งสองจะได้สัมผัสกับอากาศเย็นเฉียบของลอนดอน –หนาวเหน็บ ทว่าก็สดชื่นเมื่อเทียบกับสภาพอากาศที่พวกเขาเพิ่งจะหนีจากมา

 

 

 

            เสียงรถดับเพลิงและความช่วยเหลือแว่วมาไกล ๆ ในขณะที่กลุ่มผู้เข้าพัก พนักงานโรงแรม และคนผ่านไปผ่านมาทั้งหลายเริ่มจะรวมตัวกันที่ถนนข้างหน้าเพื่อมองดูหน้าต่างโรงแรมถูกดันเปิดและโดนเปลวไฟโลมเลียไล่ไปถึงบริเวณระเบียง

 

 

 

            ซิกส์สมิธในชุดนอนบางนั่งลงบนขอบถนนโดยที่สองแขนยังคงกอดเมแกนไว้แนบกาย “เป็นอะไรรึเปล่า?” เขาขยับออกเล็กน้อยเพื่อสำรวจหน้าเล็ก ๆ ของหลานสาวที่ถูกแสงไฟถนนฉาบเรืองรอง เพื่อจะพบว่ามันยังคงเรียบเนียนไม่มีร่องรอยแผลหรือรอยไหม้ใด ๆ “เมแกน?”

 

 

            ผู้เป็นหลานพยักหน้า ทั้ง ๆ ที่มือข้างหนึ่งยังคงขยำเสื้อของคุณลุงแน่น น้ำตาที่เอ่อล้นชึ้นมาตั้งแต่ตอนอยู่ในห้องบัดนี้ได้ถูกปล่อยให้ร่วงหล่นลง ทำให้คอเสื้อเชิร์ตเปียกชุ่มเมื่อเธอซบหน้าลงกับไหล่ของเขา

 

 

 

            “ชู่... มันไม่เป็นไรแล้วนะ เธอปลอดภัยแล้ว..” เขาปลอบประโลมเด็กน้อยพร้อมกับช่วยห่อร่างบอบบางด้วยผ้าห่มให้เธอไม่ถูกรบกวนด้วยอากาศเยียบเย็นของค่ำคืน

 

 

 

            หน้าต่างอีกบานหนึ่งถูกเพลิงร้อนดันให้กระแทกเปิดออก ความร้อนของไฟที่ส่งมากระทบใบหน้าของเขากับลมหนาวในยามราตรีที่พัดเป่าอยู่ด้านหลังทำให้เขาสำนึกขึ้นว่าเขากำลังนั่งอยู่ในที่สาธารณะโดยที่ใส่เพียงชุดนอน และไม่มีอะไรเลยอยู่กับตัว ไม่มีแม้แต่กระเป๋าสตางค์ หรือแม้แต่จดหมายปึกนั้น

 

 

 

            เขาสูดหายใจลึกเมื่อคิดถึงความจริงข้อนั้น ก่อนจะนั่งนิ่งเป็นอัมพาตมองดูเปลวไฟที่กำลังกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งตัวอาคารและอะไร ๆ ภายใน ทุกสิ่งทุกอย่าง

 

 

 

            รอบตัวเขาเต็มไปด้วยเสียงโวยวายของผู้คนและเสียงหวีดดังลั่นของกริ่ง แต่ถึงอย่างนั้น ในหัวของซิกส์สมิธกลับเงียบสนิท เขารู้สึกราวกับตัวเองกำลังอยู่ในน้ำ ลึกลงไปข้างใต้มวลน้ำมหาศาล หนาวเหน็บและหลงทาง

 

 

 

            ในอ้อมแขนของเขา เมแกนขยับตัวเล็กน้อย และบางสิ่งก็เผยออกมาทิ่มคอของเขาเบา ๆ

 

 

 

            ชายวัยกลางคนมองลงไปอย่างแปลกใจ แล้วก็ได้พบกับภาพหลานสาวตัวน้อยที่กอดเอาจดหมายมากมายหลายฉบับแน่น และมุมของหนึ่งในจดหมายเหล่านั้นก็กำลังกดผิวของเขาอยู่ แม้แต่ในแสงสลัวของถนนลอนดอน เขาก็สามารถจดจำลายมือที่ถูกตวัดเขียนไปทั่วกระดาษได้อย่างแม่นยำ

 

 

 

 

            “หนูเอามันใส่ไว้ในเสื้อตอนหนูตื่นขึ้นมาน่ะค่ะ” เธอพึมพำด้วยเสียงเครือ ก่อนจะหยุดสูดน้ำมูกแล้วพูดต่อ “หนูไม่อยากให้คุณลุงตายเพราะว่าเศร้าเกินไป”

 

 

 

 

            ซิกส์สมิธกลืนความเจ็บปวดที่คาอยู่ในคอให้ลงไปในอก ก่อนจะกอบกุมมือที่ถือจดหมายพวกนั้นไว้ แล้วรวบกอดทั้งสาวน้อยและจดหมายแนบเข้ากับอกของเขา

 
 
end.

rafael.jetaime+ View my profile

free counters

Follow okjetaime on Twitter